อยากได้กล้องฟูลเฟรมมาใช้นานแล้ว และก็เล็งกล้อง Sony มาตลอด แต่ติดในเรื่องของความคุ้มค่า กล้องที่อยากได้ในตอนนั้นคือ A72

แต่สเปคของกล้อง A72 มันไม่คุ้มที่อัพขึ้นมาเล่นฟูลเฟรม อยากได้อะไรที่ทำงานได้เร็วกว่า และไหนๆจะอัพรุ่นทั้งทีขอ sd card 2 สล็อตได้ไหม

ก็เลยรอให้ A73 เปิดตัว ส่วนตัวเดาว่าต้องเปิดตัวปีนี้แน่นอน แต่เดาผิดคิดว่าจะเปิดตัวปลายปี ..เกือบเตรียมงบมาซื้อไม่ทัน

จริงๆ Sony มีฟูลเฟรมหลายรุ่น แต่ไม่ได้สนใจ ผมคิดว่ารุ่นนี้เหมาะกับผมที่สุด ..แต่ก็เคยเหลือบๆมอง A7R3 อยู่เหมือนกัน แต่ไฟล์มันใหญ่เกินไป ใหญ่เกินงานที่ทำ

หมายเหตุ

รีวิวนี้เน้นประสบการณ์ใช้งาน ถ้าอยากรู้สเปคกล้องและคุณบัติต่างๆ แนะนำอ่าน

ปรับทัพไม่ได้ย้ายค่าย

การอัพขึ้นมาเล่นฟูลเฟรมครั้งนี้ ไม่ได้ย้ายค่ายแต่เป็นการปรับทัพ เดิมทีใช้กล้องฟูจิทำงานคู่กัน 2 กล้อง X-T20 เป็นกล้องหลัก และก็มี X-A5 เอาไว้ให้นางแบบเซลฟี่ เอาไว้เป็นพร็อพถ่ายรูปบ้าง

ตอนนี้เปลี่ยนมาใช้ Sony A73 เป็นกล้องหลัก แต่ก็ยังหิ้วฟูจิไปถ่ายด้วยเสมอ ทั้งสองกล้องจะใช้เลนส์ต่างระยะกัน เก็บภาพไปคนละแบบ

เพราะไม่ค่อยชอบเลนส์ซูม ชอบใช้เลนส์ฟิกซ์ และไม่ชอบเปลี่ยนเลนส์บ่อยๆ อีกอย่างกล้องฟูจิใส่เลนส์ฟิกซ์ น้ำหนักยังเบากว่าเลนส์ฟูลเฟรมอีกหลายตัว

ส่วนเหตุผลที่ยังต้องใช้กล้องฟูจิอยู่ เพราะชอบโทนผิว ปรับแต่งเล็กน้อยมีความสวยใส กล้องเล็กพกพาง่าย และสาวๆก็ชอบ

แต่ถ้าทำงานก็ต้องเป็นโซนี่ ใช้งานมาเดือนกว่าๆ แม้ว่าจะเจอปัญหาบ้าง ไม่เป็นไร ตอนนี้หลงรักเขาไปแล้ว

การลงทุนขั้นต่ำ

เฉพาะบอดี้ ราคา 68,990 บาท ถ้าซื้อพร้อมเลนส์คิท 28-70mm ราคา 74,990 บาท

เทียบเลนส์และราคาที่ต้องจ่ายเพิ่ม (กรณีย้ายจากฟูจิ) โดยคูณ 1.5

  • 18mm = 28mm เริ่มที่ 14,990 บาท
  • 23mm = 35mm เริ่มที่ 28,990 บาท
  • 35mm = 50mm เริ่มที่ 10,900 บาท
  • 50-56mm = 85mm เริ่มที่ 21,900 บาท

อันนี้เป็นราคาเฉพาะค่าย Sony ในกลุ่มที่ราคาจับต้องได้ เลนส์มีครบทุกช่วงเข้าไปดูได้ที่เว็บของโซนี่ และค่ายอื่นๆก็มีให้เลือกอีกเยอะ

เหตุผลที่เลือก Sony A7 M3

  • เซ็นเซอร์ขนาดฟูลเฟรม
  • มีเลนส์ FE 85mm F1.8 ถ้าไม่มีเลนส์ตัวนี้ ความอยากได้จะลดลงมาก เพราะไม่อยากแบก 85 ตัวหนักๆ
  • มีอะแดปเตอร์กินเลนส์ค่ายอื่น ที่ว้าวกว่าคือ เอาเลนส์มือหมุนมาทำเป็นออโต้โฟกัสได้ด้วย
  • มีแผนจะหาเลนส์มือหมุนมาใช้
  • กล้องเพิ่งออกใหม่ คิดว่าใช้ได้ยาวๆ 4-5 ปี
  • รูปร่างหน้าตาหล่อใช้ได้ ถ้าออกแบบมาเป็นทรงอ้วนๆแบบ DSLR อาจจะซบฟูลเฟรมค่ายอื่นไปนานแล้ว

แต่สุดท้ายก็ขาย 85mm ด้วยเหตุผลบางอย่าง ทำไมถึงเป็นแบบนั้นเลื่อนลงไปอ่านต่อในหัวข้อประสบการณ์ใช้งาน

เหตุผลที่(เกือบ)จะไม่เลือก Sony A7 M3

  • กล้อง + เลนส์ FE 85mm F1.8 น้ำหนักราวๆ 1 กิโล ส่วนตัวถือว่าค่อนข้างหนัก เพราะไม่ได้ถ่ายสตูดิโอ บางงานต้องถ่ายทังวันเช้าถึงเย็น บางวันต้องเดิน 4-5 กิโล เดินถ่ายไปเรื่อยๆ ไหนจะอุปกรณ์อื่นๆที่ต้องแบก
  • ราคาเลนส์ตัวอื่นๆไม่ใช่ถูกๆ น้ำหนักก็ไม่เบา
  • ชอบถ่ายไฟล์ RAW ถ้าไฟล์ยืดหยุ่นเกินไป เกรงว่าสูตรแต่งรูปที่คิดไว้จะเพี้ยนไปจากเดิม นำไปใช่ร่วมกับ RAW ของมือถือไม่ได้ ถ้าเป็นแบบนั้นอาจจะกระทบกับงาน
  • โทนผิวไม่ดีกลัวว่าจะแต่งยาก

ฟูลเฟรมตัวอื่นๆของ Sony

Sony แบ่งประเภทของกล้องไว้ชัดเจนดี เลยตัดสินใจเลือกกล้องได้ไม่ยาก และก็พุ่งตรงมาที่ A7 MIII โดยเฉพาะ ไม่มองรุ่นอื่นเลย

  • A9 = งานที่เน้นความเร็วสูง
  • A7R = เน้นความละเอียดภาพสูง
  • A7s = เน้นงานวิดีโอ
  • A7 = ความสามารถกลางๆ ไม่ได้เด่นด้านใดด้านหนึ่งเป็นพิเศษ

ผมซื้อมาถ่ายพอร์ทเทรทเป็นหลัก กล้องที่ตรงกับความต้องการก็มี A7R กับ A7

แต่ตัว A7R ความละเอียดสูงเกินความจำเป็น ขนาดไฟล์ก็ใหญ่ ส่วนตัวใช้ iPad Pro แต่งรูปเป็นหลัก ก็เลยมาจบที่ A7

เลนส์ตัวแรก

ที่เล็งๆไว้แต่แรกคือ FE 85mm f1.8 เอามาถ่ายพอร์ทเทรทอย่างเดียว แต่กลัวว่าจะเบื่อ ไม่ได้เบื่อเลนส์นะ แต่เบื่อระยะของมัน

ก็เลยจะหามุมกว้างอีกสักตัวมาถ่ายเล่นๆ เห็นว่ามี FE 28mm f2 ราคาก็น่าสนใจ แต่มุมยังไม่กว้างแบบที่ใจต้องการ เจอตัวที่ชอบ Samyang 14mm F2.8 แต่งบไม่ถึง ..คือถ้าจะซื้อตัวนี้ด้วย คงต้องเทขายเลนส์เก่า

พอหาดูรีวิวไปเรื่อยๆ ไปสะดุดกับเลนส์ FE 55mm F1.8 ZA ก็ชั่งใจอยู่นานจะออกเลนส์ตัวไหนก่อนระหว่าง 85 กับ 55 แล้วถ้าจองมันมีโปรลดตัว 55mm ด้วย

สุดท้ายเลือก 85mm เหมือนเดิม เพราะโดยป้ายยาจากกระทู้ไหนสักแห่งในกลุ่ม Sony Alpha Club Thailand ส่วนระยะนอม่อลค่อยตามเก็บเมื่อมีเงิน

และหลังจากจองกล้อง A7 MIII ได้ 1 วัน ทางร้านก็แจ้งว่าจะได้บอดี้ช่วงหลังสงกรานต์ ถ้าเปลี่ยนเป็น บอดี้+คิท จะได้ภายในสิ้นเดือนมีนาคม รู้สึกไม่อยากรอนานเลยขอเปลี่ยนเป็น บอดี้+คิท แล้วกัน

โปรเจ็คออกเลนส์ 85mm + มุมกว้าง เลยต้องยกเลิกไป เพราะเกินงบ เลนส์คู่แรกที่จัดมาก็คือ 85mm + คิท

เกี่ยวกับคิท

ไม่เคยคิดว่าจะต้องมาซื้อเลนส์คิทเลยนะ แต่ด้วยสถานการณ์และไม่อยากรีบเร่งหาเลนส์อื่นๆ เลนส์คิทก็ไม่ได้เลวร้าย เอามาถ่ายรูปเล่นพอได้

ระยะของเลนส์อยู่ที่ 28 – 70mm รูรับแสงกว้างสุด f/3.5 – 5.6 และน้ำหนักเบา

เท่าที่ได้ลองถ่ายเป็นไฟล์ RAW แล้วเอามาแต่งในแอพ Lightroom ไฟล์ที่ได้ถือว่าใช้ได้เลยนะ

ถ้าถนัดแต่งรูปอยู่แล้ว ซื้อเลนส์คิทมาพร้อมกับกล้องได้เลย ถือว่าคุ้ม เอาใช้ถ่ายรูปเล่นพอได้อยู่

ตัวอย่าง JPG

Sony A73 FE28-70

โทนผิวจะประมาณนี้ ติดเหลืองๆนิดหน่อย แม้ว่าจะชิปสีแล้วก็ตาม ซึ่งมันเป็นสไตล์ของกล้องโซนี่

Sony A73 FE28-70Sony A73 FE28-70Sony A73 FE28-70Sony A73 FE28-70Sony A73 FE28-70

ดูรูปแนวอื่นๆที่ > พรีวิวตัวอย่างรูปถ่าย(กลางวัน) จากกล้อง Sony A7 MIII

ตัวอย่าง RAW แต่งแล้ว

Sony A73 FE28-70Sony A73 FE28-70Sony A73 FE28-70Sony A73 FE28-70Sony A73 FE28-70

แม้ว่าจะเป็นเลนส์คิท แต่ให้มิติภาพที่พอใช้ได้ ภาพไม่แบน แต่แบบในภาพก็ไม่ถึงกับโดดเด้ง

ตัวอย่างกลางคืน JPG

Sony A73 FE28-70Sony A73 FE28-70Sony A73 FE28-70

ตัวอย่างกลางคืน แต่งแล้ว

Sony A73 FE28-70Sony A73 FE28-70Sony A73 FE28-70

ฟีเจอร์ที่ชอบ

ขอเล่าถึงฟีเจอร์ที่ชอบเป็นการส่วนตัวก่อนแล้วกัน

1. SD Card 2 Slot

A7 III มีช่องเสียบ sd card 2 สล็อต และเลือกได้ว่าจะให้แต่ละช่องบันทึกไฟล์อะไร เช่น ช่องแรกบันทึกไฟล์ RAW ส่วนช่องสองบันทึก JPG

จะบันทึกแยกระหว่างรูปภาพและวิดีโอ หรือจะให้ช่องที่ 2 สำรองไฟล์ทุกอย่างก็ได้

ส่วนตัวถ้าถ่ายเล่นๆ ก็จะบันทึก RAW ในช่องแรก ส่วนช่อง 2 ก็บันทึกเป็นไฟล์ JPG แต่กับงานที่จริงจัง ให้ช่องที่ 2 บันทึกทั้ง RAW และ JPG

ด้วยฟีเจอร์ที่มีกันพลาดได้ทุกอย่าง ถ้าการ์ดจะพังทั้ง 2 สล็อตเป็นไปได้ยาก

2. โฟกัสแจ่ม

A73 โฟกัสเร็วถูกใจมากๆ สนุกกับการถ่ายรูปมากขึ้น กดชัตเตอร์ได้รัวๆ ส่วนการถ่ายวืดก็มีบ้างแต่น้อยลง

3. กันสั่น 5 แกน

กล้องมีกันสั่น เวลาใช้แล้วมั่นใจ เวลาใช้งานจริงก็มีรูปที่เบลอๆบ้าง แต่โดยรวมแล้วแล้วได้ภาพที่คมชัด ส่วนหนึ่งก็น่าจะเพราะโฟกัสที่ดีและมีกันสั่นที่แหล่ะครับ

4. EYE AF

A73 โฟกัสดีถึงระดับลูกตา เป็นอะไรที่ดีมากสำหรับงานพอร์ทเทรท เพราะถ้าถ่ายดวงตาได้ชัด ก็ถือว่าชัดทั้งภาพ

5. วิดีโอโฟกัสนุ่มนวล

ส่วนตัวไม่มีความเชี่ยวชาญเรื่องวิดีโอ แต่เอาไปถ่ายเล่นๆ ก็พอสัมผัสได้ A7 III โฟกัสได้นุ่มนวลมากๆ ในที่แสงน้อยก็จับโฟกัสได้

6. ส่งรูปได้รวดเร็ว

ประทับใจสุดๆตั้งแต่ครั้งแรกที่ได้ลองคือ ส่งรูปเข้ามือถือได้เร็วมาก เชื่อมต่อง่ายมาก แต่แนะนำให้ต่อผ่าน Wi-Fi ของกล้อง ไม่แนะนำให้สแกน QR Code

แต่ก็ไม่ได้วิเศษไปกว่ากล้องยี่ห้ออื่นตรงที่ ส่งได้เฉพาะ JPG ถ้าถ่ายรูปไฟล์ RAW ก็ต้องหาอะแดปเตอร์มาใช้อยู่ดี

ถ้าใช้ iPhone iPad จะมีอะแดปเตอร์แท้ขายอยู่ร้าน iStudio หรือจะสั่งออนไลน์ก็ที่เว็บ Apple ก็ได้ ราคาประมาณ 1,300 บาท แต่ส่งได้เฉพาะไฟล์รูปทั้ง JPG และ RAW ได้หมด

แต่พอเป็นไฟล์วิดีโอ ผมหาไม่เจอ ต้องเอาการ์ดไปเสียบคอมพิวเตอร์ถึงจะเปิดได้

7. ถ่ายต่อเนื่องสูงสุด 10 fps

ตอนแรกก็เฉยๆกับฟีเจอร์นี้ เพราะเน้นถ่ายอะไรนิ่งๆ เพราะงั้นถ่ายรัวไม่มีผลต่องาน แต่พอใช้กล้อง A73 มาสักพักหนึ่ง ความคิดเริ่มเปลี่ยน

เพราะมันถ่ายรัวได้สนุก เลยได้มีโอกาสลองทำอะไรใหม่ๆ

ผมลองให้นางแบบได้มีการเคลื่อนไหวมากขึ้น และการถ่ายรัวได้แม่นๆ ก็เลยมีความสำคัญกับงาน หลังจากใช้ A73 มาได้เดือนกว่าๆ ตอนนี้แนวถ่ายภาพของผมเริ่มเปลี่ยนไป

8. ถ่ายภาพไร้เสียง

ปิดเสียงแล้วเงียบสนิทเลย เอาไปใช้ถ่ายรูปในคาเฟ่ หรือที่ประชุมได้อย่างสบายใจ

9. แบตอึดสมใจ

ผ่านมาเดือนกว่าๆ ยังไม่มีวันไหนถ่ายรูปจนแบตหมดสักที ทำงานแต่ละครั้งใช้เวลาราวๆ 4 ชั่วโมง กดไป 700 รูป แบตเหลือมากกว่า 70%

แล้วตอนจองกล้องเขาแถมแบตมาอีก 1 ก้อน รวมเป็น 2 ก้อน ออกทิปได้สบายๆ ที่ขาดตอนนี้ก็เป็นแท่นชาร์จ ต้องซื้อเพิ่ม

10. EVF ใหญ่สบายตา

เวลามอง EVF มันจะมีตัววัดระดับ ช่วยให้ถ่ายภาพไม่เอียงอีกด้วย

11. ปุ่ม Custom เข้าใจง่าย

ปรับแต่งได้หลักๆ 5 ปุ่ม ถ้ามีเลนส์ที่มีปุ่ม Custom ก็ตั้งค่าตรงนั้นได้อีกเป็นปุ่มที่ 6

ส่วนที่บอกว่าเข้าใจง่าย คือเวลาเปลี่ยนโหมดแล้วฟังชันของปุ่มมันไม่เปลี่ยน เพียงแต่ว่าถ้าใช้กับโหมดไหนไม่ได้ มันก็จะใช้ปุ่ม Custom ไม่ได้

ฟีเจอร์อื่นๆ

A73 เป็นกล้องที่อัดแน่นด้วยประสิทธิภาพ และฟีเจอร์การทำงานต่างๆ แต่หลายๆอย่างผมเฉยๆกับมันนะ เพราะไม่ได้เน้นใช้งานส่วนนั้น

  1. สัมผัสหน้าจอเพื่อวางจุดโฟกัส จะโฟกัสจริงๆต้องกดปุ่มชัตเตอร์อยู่ดี และแตะหน้าจอเพื่อถ่ายไม่ได้
  2. รองรับช่วงไดนามิกกว้างได้ถึง 15 สต็อป
  3. RAW 14 บิต
  4. วิดีโอ 4K ความละเอียดสูง มันคือ 4K ที่ย่อมาจาก 6k
  5. วิดีโอ 4k HDR
  6. วิดีโอ S-Log3
  7. ISO 100-51200 ขยายได้สูงสุด 50-204800
  8. จอภาพ TFT ขนาด 3 นิ้ว หมุนขึ้น 107° และหมุนลงได้ 41°
  9. รองรับ USB Type-C
  10. โหลดโปรแกรม Capture One Express มาใช้ได้ฟรี

เรื่องอื่นๆ

การจับถือ

ผมมือเล็กก็เลยไม่มีปัญหากับกล้อง A73 และกล้องฟูจิที่ใช้อยู่เล็กกว่านี้ยังถือได้

แต่ถ้าใครมือใหญ่ ตรงส่วนนิ้วก้อยจะหาย จับไม่ถนัดก็ต้องไปหากริปมาใส่

เสียงชัตเตอร์

รู้สึกชอบเสียงชัตเตอร์แบบนี้ แต่เห็นว่าหลายคนไม่ชอบ

ฟิลลิ่งการจับถือและเสียงชัตเตอร์ ถ้าใครให้ความสำคัญกับสองสิ่งนี้ ก่อนจะซื้อต้องไปลองกล้องที่ร้านก่อน เป็นมันดิจิตอล อาจจะไม่ได้ให้ความสุนทรีย์เท่าไหร่

ประสบการณ์ใช้งาน

จิตตกในช่วงแรกๆ

ได้กล้องมาใหม่ๆ ชวนน้องไปถ่ายรูปพอร์ทเทรท ไปถ่ายรูปตอนเย็น เป็นช่วงเวลาที่แสงกำลังดี คิดว่าจะได้รูปแจ่มๆกลับบ้านมาแน่ๆ

แต่รู้สึกเฟลสุดๆ เหมือนซื้อกล้องผิด ..หรือว่าซื้อเลนส์ผิดนะ โทนผิวไม่ถูกใจอย่างมาก JPG ค่อนข้างดูดีหน่อย แต่ไฟล์ RAW มันแย่ชนิดที่ปรับแต่งยาก

ผมก็ไปหาข้อมูลเพิ่มเติม สรุปว่าเป็นเพราะ WB เพี้ยน ก็ต้องชิปสีอุณหภูมิ ลองเอาไปถ่ายพอร์ทเทรทอีกรอบ ได้รูปที่น่าพอใจมากขึ้น

Sony A73 Review

ก่อน-หลังแต่งรูป

ตัวอย่างรูปถ่ายเซ็ตแรก ตั้งค่า WB แบบออโต้ ไม่คิดว่าจะเหลืองขนาดนี้ เพราะตอนดูบนจอสีปกติดี เอามาแก้ก็พอใช้ได้อยู่ แต่ยังได้โทนที่ไม่น่าพอใจเท่าไหร่

ผิวเหลืองๆแบบนี้ ส่วนหนึ่งน่าจะอยู่ที่เลนส์ FE 85mm F1.8 ด้วยเพราะเลนส์คิทถ่ายคนแล้วไม่เหลืองขนาดนี้

Sony A73 Review

หลังจากรู้ว่าต้องปรับค่า WB ผมตั้งไว้ที่ B1 M0.5 โทนผิวติดเหลืองน้อยลง

รูปบนนี้ไม่ได้แต่งนะ พอต้นฉบับมันดีแบบนี้ก็รู้สึกว่าเอามาแต่งรูปทำโทนง่ายขึ้น

เริ่มปรับตัวได้

อาการจิตตกหายไปแล้ว หลังจากศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมแล้วเอาไปถ่ายเซ็ตที่สอง ได้โทนภาพแบบที่ต้องการ ภาพไม่เหลืองเกินไป ทำงานก็ง่าย

Sony A73 Review

และรู้สึกดีขึ้นไปอีก Lightroom ออกอัพเดทใหม่ ไม่ใช่รองรับไฟล์ RAW ของ A73 แต่มีโปรไฟล์สีมาให้ด้วย

ไฟล์ RAW ต้นฉบับสีจืดมาก เลือกโปรไฟล์สี เบา จะได้สีสดมีความละมุนมากขึ้น

ส่วนตัวคุ้นเคยกับโทนแบบนี้ มีความไกล้เคียงกับ RAW ของฟูจิ

แต่สิ่งที่ไม่สามารถทำได้แบบฟูจิ คือโทนผิวอมชมพู ทำให้อมชมพูแบบสวยๆได้ยากมาก ขณะที่ไฟล์ฟูจิเลื่อนเฉดสีนิดๆคือสวยแล้ว

แต่ไฟล์ A73 แต่งใน Lightroom จะมีแต่แดงไม่ก็ผิวเหลืองไปเลย

โดนยามไล่ครั้งแรก

เคยใช้แต่กล้องเล็กๆถ่ายรูป ไปถ่ายรูปที่ลานจอดรถในห้างบ่อยมากนะ พอเปลี่ยนมาใช้กล้องที่ใหญ่ขึ้นก็โดนเลย เขาไม่อนุญาติให้ถ่าย

ตอนถือกล้องฟูจิเดินไม่ค่อยมีคนสนใจ เด็กๆยังสะพายถ่ายรูปเล่นกันเลย แต่พอเป็น A73 กล้องมันดูโปรขึ้น แม้ตอนนั้นจะใส่กับเลนส์ 85mm f1.8 ที่ไม่ได้ใหญ่มากก็ตาม

ติดขัดกับ FE 85mm F1.8

ไม่ใช่ว่าเลนส์ไม่ดีนะ แต่ระยะโฟกัสไกล้สุดทำให้ใช้งานไม่ถนัด และเปลี่ยนแนวการถ่ายเน้นให้นางแบบมีมูฟเมนท์มากขึ้น

ถ้าเป็นภาพนิ่ง และเน้นให้แบบอยู่นิ่งๆ ระยะ 85 ถือว่าดีที่สุดสำหรับงานพอร์ทเทรท และ F1.8 ถือว่าละลายหลังได้ดีมากๆแล้ว

แต่โฟกัสไกล้สุดมันอยู่ที่ 80cm + การถ่ายที่เน้นให้เคลื่อนไหวมากขึ้น เวลาถ่ายต้องอยู่ห่างจากแบบมากขึ้น ก็เลยมองหาระยะ 50

ตัวอย่าง 85mm f1.8

Sony A73 ReviewSony A73 ReviewSony A73 ReviewSony A73 ReviewSony A73 Review

เปลี่ยนมาใช้ 50mm

สุดท้ายก็โพสต์ขาย FE 85mm F1.8 จนได้ ได้ใช้แค่เดือนเดียวเอง ตอนแรกจะขายเพื่อซื้อ 55mm F1.8 แต่ของไม่มีแล้วต้องใช้งานด่วน

พอดีมีคนมาซื้อต่อในวันที่ผมไม่มีเลนส์ ก็เลยลองเอา 50mm F1.8 มาถ่ายก่อน เพราะเลนส์ 55mm F1.8 หายากมาก ต้องจองกับร้านก่อน

ต่อไปก็คงอัพไปเล่น 55mm f1.8 แน่นอน ติดใจระยะนี้แล้ว

แต่เดิมทีก็ชอบระยะนี้อยู่แล้วล่ะ เลนส์ที่ผมเคยใช้ฝึกถ่ายพอร์เทรทก็คือ 35mm f1.4 (ของฟูจิ) เทียบระยะ 50mm ของฟูลเฟรม การละลายหลังมันไม่สะใจ ก็เลยเปลี่ยนมาใช้ 56mm f1.2 (85mm)

ทีนี้พอเป็นกล้องฟูลเฟม 50mm f1.8 รู้สึกการละลายหลังทำได้น่าพอใจแล้ว แม้จะละลายไม่เท่า 56mm f1.2 ของฟูจิและ 85mm f1.8 ของโซนี่ก็ตาม

และก็ถ้าใครชอบระยะนี้ ของโซนี่มีตัวเลือกเยอะเลย

ตัวอย่าง 50mm f1.8

อัพเฟิร์มแวร์ที่แสนจะยุ่งยาก

ผมอัพเดทกล้องน่าจะ 10 กว่าครั้ง แต่ไม่ผ่านสักที ตอนนั้นอัพผ่าน Mac คิดว่าทำถูกต้องทุกขั้นตอนแล้วนะ แต่ไม่ว่ายังไงก็ติดขัดขั้นตอนแรกตลอด

พอเปลี่ยนมาเป็น Windows ทำครั้งเดียวเสร็จเลย ทั้งๆที่ทำเหมือนเดิมนั่นแหล่ะ

ใช้ RAW แบบไม่บีบอัดข้อมูล

ตอนแรกมันเซ็ตค่าให้เป็น RAW บีบอัดข้อมูล แต่ผมเปลี่ยนเอง เพราะอยากสัมผัสประสิทธิภาพของไฟล์แบบเต็มๆ ก็เลยใช้ไม่บีบอัด

ใช้ครบเดือนกว่าๆ ลองเปลี่ยนมาเป็น RAW บีบอัดข้อมูล ลองเอามาแต่ง ตามความรู้สึกยังไม่เห็นถึงความต่าง ต่างจากกล้องฟูจิที่เคยใช้ สัมผัสได้ว่าไม่บีบอัดมันมีความยืดหยึ่นมากกว่า

เดี๋ยวจะลองถ่าย RAW บีบอัด อีกสัก 1 เดือนแล้วกัน

ตัวอย่าง RAW บีบอัดข้อมูล (แต่งแล้ว)

 

สรุปยังอยู่ในช่วงปรับตัว

ใช้งานมาเดือนกว่าๆ ยังรู้สึกทำภาพที่ถูกใจมากๆยังไม่ได้

ระบบกล้องถูกใจมาก ถ่ายรูปแล้วได้ดั่งใจ เวลาถ่ายรูปแล้วรู้สึกสนุกกับงานมากขึ้น จะเหลือก็แต่ “ไฟล์ภาพ” รู้สึกยังจูนกันไม่ลงตัว

แต่ก็รู้สึกว่าเริ่มเข้าที่เข้าทางมากขึ้นแล้วล่ะ เทียบกับวันแรกๆที่ใช้รู้สึกดีกว่าเดิมมาก

ดังนั้นใครที่ย้ายค่ายมา ต้องเผื่อๆเวลาสำหรับการปรับจูนหน่อย

ข้อควรพิจารณา

1. แอพ

Sony A7 MIII ไม่มีแอพ แต่รุ่นเก่ากว่านี้ลงแอพได้

ส่วนตัวรู้สึกเฉยๆกับประเด็นนี้ เพราะกล้องยี่ห้อเดิมก็ไม่มีแอพ ก็เลยไม่รู้สึกว่าขาดอะไรไป แต่คนที่ใช้ Sony อยู่ก่อนแล้ว จะอัพมาเล่นรุ่นนี้ ลองคิดดูก่อนแล้วกัน ไม่มีแอพกระทบกับการทำงานหรือไม่

2. โทนผิว

โทนผิวจะอมเหลืองๆหน่อย เหมือนทำเอาใจฝรั่ง แต่ไม่ถูกใจผมเท่าไหร่ หรือถ่าย RAW เอามาแต่งก็ยังไม่ถูกใจมากนัก

แต่จบหลังกล้องสวยๆก็พอทำได้ ต้องชิปสีอุณหภูมิ เลือกโหมดที่เหมาะกับผิว ผิวดีก็ถ่ายสวย ผิวไม่สวยก็เหนื่อยหน่อย

อีกเหตุผลหนึ่งที่โทนผิวไม่สวย เพราะลักษณะของการเก็บรายละเอียดของผิวด้วยมั้ง เหมือนจะเกลี่ยผิวไม่ดี หรือมันชัดเกินไปก็ไม่รู้ บอกไม่ถูก

3. WB ติดเหลือง

white balance ไม่ค่อยฉลาดนะ ถ้าช่วงเย็นๆจะทำให้โทนผิวติดเหลือง เหลืองชนิดที่ว่าแก้ได้ยาก

วิธีแก้ก็คือชิปสีอุณหภูมิ ก็แล้วแต่ว่าใครจะตั้งแบบไหน ส่วนตัวตั้งไว้ B1 M0.5 แต่พอเป็นกลางวันผมก็ปรับมาเป็นออโต้ธรรมดาๆ

ย้ายค่ายดีมั้ย ?

ถ้าใช้กล้องฟูจิ

  • สาย jpg เน้นจบหลังกล้องสวยๆ แต่อยากลอง FF ไม่แนะนำให้เทขายแล้วซื้อใหม่ แต่ซื้อเพิ่มดีกว่า เผื่อจะปรับตัวไม่ได้ ใช้ทั้งสองค่ายไปเลย
  • สายพอร์ทเทรท อาจจะศึกษาเรื่องเลนส์มากๆหน่อย ถ้าอยากได้ภาพที่คมใส ต้องไม่ใช้ FE 85mm f1.8 หรือ 50mm f1.8 อย่างที่ผมใช้ ควรใช้เลนส์ที่คมๆกว่านี้หน่อย เช่น GM ZEISS Batis
  • สายแลนด์แต่ง RAW ถ้าไม่ติดเรื่องการแบกของที่หนักขึ้น ก็ย้ายได้เลย

อีกอย่างก็คือจะเดินถือ Sony A73 ชิลๆแบบฟูจิไม่ได้แล้ว กล้องดูโปรขึ้น ความสะดวกในการถ่ายรูปอาจจะน้อยลง ไม่ค่อยเป็นมิตรกับ รปภ.

แต่ถ้าซื้อกล้องมาทำงานเป็นหลัก ก็ตัดประเด็นนี้ออกไปได้เลย ถ่ายรูปทำงานในหลายๆที่ ก็ต้องขออนุญาตก่อนอยู่แล้ว

สำหรับค่ายอื่นๆ

  • ถ้าใช้กล้องทำมาหากินเป็นอาชีพหลัก การย้ายค่ายเป็นเรื่องใหญ่มากเลยนะ จะต้องเปลี่ยนระบบการทำงาน ไฟล์ก็ละแนว
  • โดยเฉพาะถ้าใช้กล้อง Canon และถ้าเป็นสายพอร์ทเทรทด้วย เป็นผมไม่กล้าย้ายค่ายนะ ซื้อกล้องและอะแดปเตอร์มาลองก่อนดีกว่า ปรับตัวได้แล้วค่อยขายกล้องเดิมก็ได้

แต่ถ้ามีเงินเหลือกินเหลือใช้ ไม่ต้องคิดไรมาก ซื้อมาลองให้มันจบๆไป จะถูกใจหรือไม่ก็ถือเป็นค่าใช้จ่ายเพื่อการเรียนรู้ และระงับกิเลส